รวบ 2 มือปาระเบิดป้อม ตร. แยกอโศก ออกหมายจับผู้หลบหนีอีก 1 ราย

รวบ 2 มือปาระเบิดป้อม ตร. แยกอโศก ออกหมายจับผู้หลบหนีอีก 1 ราย

จับมือปาระเบิด ป้อมตำรวจ บริเวณแยกอโศก พบระเบิดซุกรอบแฟลตดินแดง 15 ลูก ประทัดบอล 13 ลูก ล่าสุดออกหมายจับผู้หลบหนีอีก 1 ราย วันที่ 12 ต.ค.64 พลตำรวจตรีจิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบวัตถุต้องสงสัย บริเวณตึกโอภาสแมนชั่น ซอยแสงอุทัยทิพย์ เขตดินแดง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ พบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง 15 ลูก และประทัดบอล 13 ลูก จึงได้เก็บพยานหลักฐาน เพื่อหาความเชื่อมโยงกับคดีเก่า และหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป

นอกจากนี้ ช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา 

พบมีผู้ก่อเหตุ ขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ปาระเบิดใส่ป้อมจราจร บริเวณแยกอโศก ตำรวจสามารถตามจับผู้ต้องหาได้ 2 คน อายุประมาณ 19-20 ปี พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ 1 คัน เบื้องต้นให้การว่า จะมาร่วมชุมนุมบริเวณแยกดินแดง แต่ไม่พบมีการชุมนุม จึงเดินทางกลับ และมาก่อเหตุบริเวณจุดเกิดเหตุ สอดคล้องกับการข่าวของตำรวจว่า กลุ่มผู้ชุมนุม มีการระดมเงิน เพื่อมาประกอบระเบิดก่อความวุ่นวาย โดยเตรียมออกหมายจับผู้ที่อยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 1 คน

ส่วนช่วงเย็นวันนี้ (12 ต.ค.) มีการนัดรวมตัวของกลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และกลุ่มพลเมืองโต้กลับ บริเวณหน้าศาลฎีกา ลักษณะเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงออกทางการเมือง คาดว่า ไม่น่าจะมีการเคลื่อนย้ายจุด จึงไม่น่าเป็นกังวล แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังบริเวณแยกดินแดงต่อเนื่อง โดยตำรวจนครบาล ได้จัดเตรียมกำลังไว้ทุกจุดแล้ว

ส่วนช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม ยืนยันว่า ตำรวจจะมีการติดตามด้านการข่าว และความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงจัดเตรียมกำลังไว้แล้ว พร้อมเตือนว่า หากมีการก่อความวุ่นวาย ตำรวจจะรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีทุกราย

กลายเป็นเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อผู้เข้าร่วม ม็อบทะลุฟ้า ได้ ทำร้ายร่างกายนักข่าว หลังถูกจี้ถามว่าตนเป็นคนปาระเบิด #ม็อบ11ตุลา หรือไม่ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ได้มีการนัดชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้าที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยเนื้อหาที่ทางกลุ่มมุ่งเน้นคือ การโจมตีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ทำเพื่อปราบโรค แต่ทำเพื่อคุมม็อบ และยังมีการพูดถึงกลุ่มแกนนำที่ยังไม่ได้รับประกันตัว ตามสิทธิทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตามทางทวิตเตอร์ของ iLaw ได้โพสต์คลิปและรายงานว่า หลังจากยุติการชุมนุม มีเหตุวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อมีนักข่าวคนหนึ่ง เข้ามาขอสัมภาษณ์ผู้ชุมนุม พร้อมนำรูปเหตุการณ์การชุมนุม ไปถามว่า เป็นคนที่ปาระเบิดวันที่ 11 ตุลาคมหรือไม่ ทางฝั่งผู้ถูกถามจึงเกิดความไม่พอใจ มีการกระชาก รุมทำร้ายร่างกายกันขึ้น

โดยผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง รีบเข้ามาแยกก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย และทางนักข่าวกับผู้ถูกถามก็มีการพูดคุยเคลียร์ใจจนจบลงด้วยดี ซึ่งในภายหลังผู้ถูกถามได้ออกมาเปิดเผยว่า สาเหตุที่เกิดเรื่องเป็นเพราะมากล่าวหาว่าเป็นคนปาระเบิด ทั้งที่ไม่ได้ทำ

ศาลอาญา อภัยโทษ จตุพร คดีหมิ่นอภิสิทธิ์ แต่ยังต้องจำคุกต่อ

ศาลตัดสินอภัยโทษ จตุพร คดีหมิ่น อภิสิทธิ์ แต่อดเฮเพราะ ยังคงต้องจำคุกต่อ หลังศาลไม่ให้ประกันกรณีบุกบ้านป๋าเปรม ศาลอาญา อ่านคำพิพากษากรณี นาย จตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่าหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมให้จำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และหลังจากนั้น นายจตุพร กับพวกรวมสองคน เพิ่งถูกฟ้องข้อหาบุกบ้านเปรม สี่เสาเทเวศร์ เพราะคดีดังกล่าว แกนนำ นปช.อื่นๆ ได้รับโทษ 2 ปี 8 เดือน จนพ้นโทษกันครบไปนานแล้ว

ต่อมาวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธ์ ยื่นขอประกันตัวคดีบุกบ้านป๋า ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง และวันที่ 11 ต.ค. นายจตุพร ยื่นประกันอีก ศาลก็ไม่อนุญาตยืนคำสั่งเดิม โดยให้เหตุผลว่า ข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นข้อร้ายแรง มีอัตราโทษสูง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีอื่นมาแล้ว

หากให้ปล่อยชั่วคราวไป อาจหลบหนีได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกในคดีอื่นอยู่ในขณะนี้ การปล่อยชั่วคราวในคดีนี้จึงย่อมไม่เป็นประโยชน์ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ให้ยกคำร้อง

โดยมีรายงานวันที่ 12 ต.ค.64 ว่าทนายความของนายจตุพร จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป ดังนั้นผลเท่ากับว่า แม้ นายจตุพร จะได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษในคดีหมิ่นนายอภิสิทธิ์ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ แต่ก็จะไม่ปล่อยตัวเพราะยังมีการขังในคดีที่ยังพิจารณาต่อไป

“หากทุกท่านพร้อมที่จะรวบรวมความกล้า ด้วยพลังแห่งความกตัญญู ต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขอจงได้โปรดรีบสลัดความเขลา ความกลัว ลุกขึ้นมาพร้อมใจกันบอกกับผู้ถืออำนาจในขณะนี้ ให้รีบเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ให้เป็นไปตามแนวทางของรัชกาลที่ 7 กันเถอะครับก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ ไปอย่างมีคุณค่าของความเป็นไทย”

“นายกรัฐมนตรี ยังหวังให้ทุกคนแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ด้วยการมีความรับผิดชอบส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ซึ่งสิ่งที่หวังให้เกิดขึ้นในมากที่สุดในช่วงเทศกาลแห่งความรักนี้ คือ การแสดงความรัก ความสามัคคี ของคนไทยทั้งประเทศ โดยอยากเห็นทุกคนมีความห่วงใยและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อประเทศไทยและเราทุกคนจะชนะวิกฤติโควิด 19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายธนกร กล่าว

Credit : แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว | แต่งบ้านและสวน | พระเครื่อง | รีวิวกล้องถ่ายรูป